สุดยอดนิทานก่อนนอนที่เด็กๆ ยุคไหนก็ชื่นชอบ

เรื่องนี้สำหรับคนที่มีลูกน้อยจะเข้าใจได้ดี เพราะนิทานกับเด็กๆ เป็นของคู่กัน และถ้าบ้านไหนที่ยังนอนด้วยกันอยู่ หรือพ่อแม่มีเวลามากพอที่จะพาลูกเข้านอน ไม่ได้มัวแต่ทำงานหรือกิจวัตรภายในบ้านจนต้องปล่อยให้ลูกนอนเอง

นิทานก่อนนอน

ต่างคนต่างนอน ต่างทำหน้าที่ ก็จะต้องมีหนังสือนิทานอย่างน้อย 1 เล่ม เอาไว้อ่านให้ฟังก่อนนอน ซึ่งข้อดีของ นิทานก่อนนอน ก็คือช่วยให้ครอบครัวได้มีกิจกรรมร่วมกัน ลูกจะได้ใช้เวลากับพ่อแม่ในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของวัน

แล้วก็เสริมสร้างจินตนาการให้กับเด็ก เขาจะมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น เรียนรู้ที่จะมองโลกในแง่บวกมากขึ้น เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยในการเสริมสร้างพัฒนาการของลูกน้อยที่ยอดเยี่ยม

ดังนั้นวันนี้เราจึงมี นิทานก่อนนอน ยอดนิยมจากทั่วโลกมาแนะนำ เผื่อว่าครอบครัวไหนเบื่อการเล่าเรื่องเดิมๆ แล้ว ก็ลองหาซื้อหนังสือ นิทานก่อนนอน เหล่านี้มาอ่านกันได้

เรื่องราวมีอยู่ว่า ท่ามกลางป่าที่อุดมสมบูรณ์ มีอีกาตัวใหญ่เกาะอยู่ที่กิ่งไม้ พร้อมกับคาบก้อนเนื้ออยู่ด้วย และกลิ่นเนื้อนั้นก็ลอยไปเตะจมูกของสุนัขจิ้งจอก เชิญชวนให้มันวิ่งมาดูโดยเร็ว เมื่อเห็นว่าเนื้อนั้นอยู่กับอีกาบนต้นไม้

จนปัญญาที่จะไปแย่งเอามาได้ จึงต้องคิดหาอุบายที่จะได้เนื้อนั้น สุนัขจิ้งจอกจึงเริ่มพูดคุยกับอีกา ด้วยเนื้อหาในทำนองเยินยอเกินจริง ดังนี้

“อีกาตัวใหญ่ เจ้าช่างดูสง่างามเหลือเกิน ขนาดข้ายืนอยู่ข้างล่างนี้ก็ยังสัมผัสได้ถึงบารมีของเจ้า”

อีกาก็เริ่มสนใจว่าสุนัขจิ้งจอกจะพูดอะไรต่อไป

“ขนเจ้าช่างเงางาม กางปีกแล้วคงดูน่าเกรงขามมาก ขนาดนกอินทรีย์ก็ยังเทียบไม่ได้”

และเมื่อสุนัขจิ้งจอกเริ่มเห็นว่าอีกานั้นหลงไปกับคำหวานของตนแล้ว จึงรีบเอ่ยทิ้งท้ายเพื่อชิงเนื้อชิ้นนั้นทันที

“ไม่รู้ว่าเสียงของเจ้าจะดีขนาดไหน ข้าเชื่อว่าจะต้องไพเราะก้องกังวานเหมือนกระดิ่งแก้ว เจ้าจะกรุณาเปล่งเสียงให้ข้าได้ชื่นชมบ้างได้หรือไม่”

สิ้นเสียงสุนัขจิ้งจอก อีกาก็อ้าปากร้องเพลงทันที อย่างที่เรารู้กันดีว่าเนื้อจะหล่นจากปากและกลายเป็นอาหารอันโอชะของสุนัขจิ้งจอกอย่างง่ายดาย นี่เป็น นิทานก่อนนอน ที่สอนให้รู้ว่า คำพูด คำชม เป็นสิ่งที่จะต้องคิดตรึกตรองให้ดี อย่าหลงไปกับคำหวานๆ โดยง่าย ไม่เช่นนั้นอาจต้องเสียใจเหมือนเจ้าอีกานั่นเอง

2. ลิงกับอูฐในงานรื่นเริง

เรื่องราวมีอยู่ว่า พอเข้าช่วงฤดูใบไม้ผลิ ฝูงสัตว์ทั้งหลายในป่าก็จะมาชุมนุมกันเพื่อจัดงานรื่นเริง มีอาหารการกินมากมายที่สัตว์แต่ละตัวช่วยกันหามา มีการเต้นรำและมีการแสดงจากฝูงลิง ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสัตว์ที่โลดโผนที่สุดในป่า

ระหว่างที่งานดำเนินไป ลิงก็แสดงกายกรรมและเต้นรำอย่างสนุกสนาน สัตว์ตัวอื่นๆ ต่างก็ชื่นชมและคอยปรบมือให้เป็นระยะๆ ทั้งหมดสนุกสนานร่วมกันยกเว้นอูฐตัวหนึ่ง ที่เฝ้ามองลิงด้วยความอิจฉาเล็กๆ

แล้วก็คิดว่าหากตัวเองสามารถเต้นรำได้อย่างพวกลิง สัตว์อื่นๆ ก็ต้องหันมาชื่นชมตนเองเป็นแน่ เมื่อการแสดงจบลง ทุกคนเริ่มนั่งพัก เจ้าอูฐจึงลุกขึ้นแล้วโชว์ความสามารถด้วยการเต้นรำท่าต่างๆ

แต่ด้วยสรีระที่ไม่เหมือนกับฝูงลิง ทำให้ทุกการเคลื่อนไหวไม่เป็นไปอย่างที่คิด แถมยังทำให้สัตว์หลายตัวบาดเจ็บ เนื่องจากขายาวๆ นั้นเหวี่ยงไปฟาดโดนสัตว์ตัวอื่นเข้าอย่างจัง แทนที่เจ้าอูฐจะได้รับคำชื่นชมกลับไปรับแต่คำตำหนิ แถมยังทำให้งานรื่นเริงต้องหยุดชะงักอีกต่างหาก นี่เป็น นิทานก่อนนอน ที่สอนให้รู้ว่า การเป็นตัวเองนั้นดีที่สุดแล้ว สิ่งที่คนอื่นทำแล้วดี ทำแล้วรุ่งเรือง ก็ไม่ได้การันตีว่าเราทำแล้วจะได้ผลลัพธ์เหมือนกับเขา

การเลียนแบบคนอื่นนั้น อันที่จริงก็ทำได้ แต่ต้องเลือกสิ่งที่จะทำด้วย ไม่อย่างนั้นผลที่เกิดอาจกลายเป็นหายนะที่ไม่เคยคาดฝันมาก่อนก็ได้

3. อึ่งอ่างกับโคนม

เรื่องนี้น่าสนใจมาก นอกจากจะเป็น นิทานก่อนนอน แล้วก็ยังเป็นเรื่องสำหรับอ่านในวิชาเรียนอีกด้วย เรื่องมีอยู่ว่า บริเวณทุ่งหญ้าที่อยู่ติดกับคลองขนาดใหญ่ มีโคนมที่เจ้าของพามาเดินเล่นแล้วกินหญ้าอยู่ในบริเวณนั้น

เจ้าโคนมยืนกินหญ้าอย่างสบายใจ โดยไม่ได้สนใจและไม่ได้เห็นเลยว่า ห่างออกไปไม่เท่าไรมีอึ่งอ่างแม่ลูกอยู่ 2 ตัว ลูกอึ่งอ่างเริ่มบทสนทนาก่อน

“แม่ๆ ดูสินั่นโคนม ตัวใหญ่จังเลยครับ ดูน่าเกรงขามมากเลย”

เมื่อแม่อึ่งอ่างได้ฟังดังนั้นก็รีบตอบกลับทันที

“ลูกเอ๋ย แท้จริงแล้วเจ้าโคนมมันก็ไม่ได้เท่าไรหรอก พวกเราก็สามารถขยายตัวเองให้ใหญ่กว่านี้ได้อีกนะ”

พอได้ฟังดังนั้นลูกอึ่งอ่างก็ตื่นเต้นเป็นการใหญ่ เร่งเร้าให้แม่แสดงให้ดูว่าขยายตัวให้ใหญ่กว่าเดิมนั้นเป็นยังไง ฝ่ายแม่อึ่งอ่างก็ไม่รีรอ เริ่มพองตัวขึ้นเล็กน้อย

“โอ้โห โตขึ้นจริงๆ ด้วยครับแม่”
ได้ฟังดังนั้นแม่อึ่งอ่างก็ภูมิใจในตัวเองอย่างมาก แต่ก็ดีใจอยู่ได้ไม่นาน เมื่อลูกทักขึ้นมาว่า

“แต่ถึงจะใหญ่ยังไงก็ยังไม่เท่ากับโคนมอยู่ดีนะครับแม่”

“ใจเย็นก่อนลูก รอดู แม่ยังขยายได้มากกว่านี้อีกนะ”

แล้วแม่อึ่งอ่างก็พองตัวมากขึ้น ขณะที่ลูกก็ยังบอกว่ามันไม่เท่าขนาดของโคนมอยู่ดี ฝ่ายแม่ก็ไม่ยอมแพ้ พองตัวขึ้นเรื่อยๆ จนสุดขีดจำกัดของร่างกาย สุดท้ายก็ตัวแตกตายไป นี่เป็น นิทาน ก่อนนอน ที่ฝากข้อคิดเอาไว้ว่า การทำอะไรเกินตัวนั้น มีแต่จะนำความเสียหายมาให้ แต่ละคนมีต้นทุนชีวิตไม่เท่ากัน จะไปเทียบกันคนอื่นก็ไม่มีประโยชน์อะไร สู้ทำหน้าที่ของตัวเอง ทำตามกำลังของตัวเองให้ดีที่สุดจะดีกว่า

4. รอยตะปูบนรั้วบ้าน

นิทานก่อนนอน เรื่องนี้ให้แง่คิดดีมาก อ่านได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่เลยทีเดียว เรื่องมีอยู่ว่า เด็กคนหนึ่งโมโหที่ไม่ได้อะไรอย่างที่ตัวเองต้องการ ไม่รู้จะทำยังไงก็เลยขว้างของที่อยู่บนโต๊ะออกไป พร้อมกับดุว่าสัตว์เลี้ยงที่อยู่ใกล้ๆ

เมื่อพ่อเห็นบ่อยครั้งเข้าจึงพาลูกออกไปที่แนวรั้วข้างบ้าน ให้เขาลองตอกตะปูลงบนแนวรั้ว แล้วบอกว่าต่อไปนี้ โมโหเมื่อไรให้มาตอกตะปูจนกว่าจะหาย ห้ามดุด่าสัตว์เลี้ยงหรือทำลายข้าวของอีก ลูกก็รับปากว่าจะทำ

ต่อมาไม่กี่วันเด็กคนนั้นก็เกิดโมโหขึ้นมาอีก จึงรีบหยิบค้อนและคว้าตะปูไปถุงใหญ่ จัดการตอกตะปูบนแนวรั้วจนเหนื่อย พอเหนื่อยก็หายโกรธไปเอง เมื่อเห็นว่าวิธีที่พ่อแนะนำนั้นใช้ได้ผล เขาจึงมาตอกตะปูที่แนวรั้วทุกครั้งไป

จนกระทั่งเวลาผ่านไปครบ 1 ปี พ่อก็พาเขามาที่แนวรั้วแล้วบอกให้ถอนตะปูออกให้หมด ทั้งคู่ช่วยกันคนละไม้คนละมือ แต่ก็ยังใช้เวลานานเป็นชั่วโมง เมื่อถอนตะปูเรียบร้อยแล้ว พ่อจึงสอนว่า

“ลูกลองดูที่แนวรั้วสิ เห็นรอยตะปูมากมายพวกนี้ไหม นี่คือผลของความโกรธ แม้ว่าเราจะถอนตะปูไปแล้ว เนื้อไม้ก็ไม่สวยงามเหมือนเดิม เหมือนกับคนนั่นเอง ถ้าลูกโมโหแล้วใส่อารมณ์กับคนอื่น

เขาจะเจ็บช้ำไปนาน บางคนอาจเจ็บช้ำไปจนวันตายเลยทีเดียว เช่นเดียวกับแผลบนเนื้อไม้ที่ไม่มีวันหาย ดังนั้น ต่อไปนี้เวลาที่โกรธ จะพูดจะทำอะไรให้ระวังให้ดี”

เป็น นิทานก่อนนอน ที่สอนให้รู้ถึงการระงับอารมณ์ การอยู่เหนืออารมณ์ของตัวเอง และการใส่ใจความรู้สึกของคนอื่นไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่หลายคนมองข้ามไป แต่แท้จริงเป็นเรื่องที่ควรปลูกฝังกันตั้งแต่ยังเล็ก

5. ลาโง่

นี่เป็นเรื่องราวของลาโง่ตัวหนึ่ง มันใช้ชีวิตอยู่ในป่ามานาน และคิดเบื่อหน่ายอยากจะออกไปท่องโลกกว้างดูบ้าง มันจึงหันหน้าไปทางทะเลทราย หวังจะวิ่งข้ามทะเลทรายไป มันไม่มีมีจุดหมายที่แน่นอน เพียงแค่คิดว่าหากข้ามทะเลทรายไปได้

ก็คงจะเจอกับพื้นที่ใหม่ๆ ที่น่าสนุกมากกว่า มันจึงออกเดินทางโดยไม่ได้คิดและไม่ได้เตรียมตัวอะไรมาก เดินทางมาค่อนวันจึงถึงบริเวณชายป่า มันไม่รู้สึกเหนื่อยล้าเลยสักนิด จึงหยิ่งผยองในตัวเองและกล่าวออกมาเสียงดังฟังชัด

“ดูท่าข้าจะเป็นลาที่เก่งกาจที่สุดในป่าแถบนี้แล้ว ขนาดเดินมาไกลเพียงนี้ยังไม่รู้สึกเหนื่อยอะไรเลย ขาก็ยังไม่มีอาการเมื่อยล้า รึว่าข้าจะมีสายพันธุ์ที่พิเศษกว่าผู้อื่น พ่อแม่ของข้าคงเป็นล่อและม้าที่แข็งแรงที่สุด มีความว่องไวและปราดเปรียว รูปร่างสง่างาม ทำให้ข้าเป็นลาที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้”

เมื่อพูดจบมันก็หันไปเห็นบ่อน้ำเล็กๆ ห่างออกไปไม่เท่าไร มันคิดในใจว่า ไม่มีทางที่มันจะกินน้ำในบ่อน้ำแห่งนี้ เพราะมันแข็งแรงมาก เก่งกาจมาก รอให้ข้ามทะเลทรายไปค่อยไปกินทางนู้นก็ได้

ทะเลทรายไม่กว้างไปกว่าความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกายข้า เมื่อคิดดังนั้นมันจึงออกเดินทางไปและไม่เหลียวมองมายังบ่อน้ำอีกเลย เวลาผ่านไปนานขึ้น อากาศก็แปรปรวน

จากร้อนจัดเปลี่ยนเป็นหนาวจัด เพราะไม่มีต้นไม้ หันไปทางไหนก็มีแต่พื้นทรายสุดลูกหูลูกตา ไม่มีทีท่าว่าเจ้าลาจะไปถึงฝั่งฝันแต่อย่างใด

“ข้าคงคิดผิดเสียแล้ว เหตุใดทะเลทรายถึงกว้างขนาดนี้”

ทันใดนั้นมันก็คิดถึงบ่อน้ำน้อยๆ ที่มันเคยดูถูกไว้นั่นเอง ก่อนจะล้มตัวลงนอนอย่างไร้เรี่ยวแรง

นิทานก่อนนอน เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าการยิ่งทะนงในตนหรือสำคัญตนผิดไปนั้น เป็นเรื่องโง่เขลามาก

ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างของ นิทานก่อนนอน ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย พ่อแม่สามารถเล่าขยายความเพิ่มเติมเองได้ เพื่อเพิ่มอรรถรสของเนื้อเรื่อง จะใช้ตุ๊กตามาร่วมแสดง หรือจะให้ลูกช่วยออกความเห็นในการตัดสินใจของตัวละครด้วยก็ได้

แบบนี้เด็กๆ จะสนุกมาก และรู้สึกอบอุ่นที่ได้ใช้เวลาร่วมกับพ่อแม่ก่อนนอน ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้น ลองเล่า นิทานก่อนนอน แบบ 2 ภาษาดูบ้าง โดยอ่านทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษสลับกัน เด็กๆ จะได้ทั้งข้อคิดจากนิทาน และได้ภาษาอีกด้วย ไม่ต้องไปหาเรียนภาษากันให้ยุ่งยาก เริ่มต้นจาก นิทานก่อนนอน นี่แหละดีที่สุด

สนุกสนานเพลิดเพลิน แล้วยังจำคำศัพท์ต่างๆ ได้ขึ้นใจมากกว่าการท่องจำทั่วไปหลายเท่าตัว เพราะอะไรก็ตามที่เราทำด้วยความสนุก สมองจะจดจำได้ดีกว่านั่นเอง